วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม


อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
ชุมชน เป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอ ประสบความยากจน เกิดปัญหาสังคม กระนั้นก็ดี ชุมชนมีการใช้ทุนทางสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เพื่อการดำรงอยู่ ตลอดจนมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ยังจะนำไปสู่การสร้างระบบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลให้ชุมชนมี บทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น ตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากเหตุการดังกล่าว จึงนำไปสู่ความคิดของการมีกฎหมายเพื่อรองรับการเกิดเวทีปรึกษาหารือของชุมชน ที่มีสถานะที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เป็นกฎหมายส่งเสริมไม่บังคับชุมชน สามารถดำเนินการเมื่อเกิดความพร้อมและเห็นพ้องต้องกัน รวมทั้งการคงความเป็นอิสระและความร่วมมือต่อกันของการทำงานในท้องถิ่น โดยในการดำเนินงานให้เกิด พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนมีลำดับความเป็นมา ดังนี้
1. ที่มา พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ปัจจุบัน มีพื้นที่ตำบลที่องค์กรชุมชน แกนนำธรรมชาติ ปราชญ์ชาวบ้าน แกนนำที่เป็นทางการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และสถาบันในท้องถิ่น (วัด โรงเรียน สถานีอนามัย) ได้มีการทำงานพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การทำแผนชุมชน การจัดสวัสดิการ การจัดกาทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การจัดการทุนของชุมชน จัดให้มีสภาผู้นำชุมชน ฯลฯ มีเวทีแลกเปลี่ยนร่วมกันคิด ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ นำไปสู่การสร้างเป้าหมายร่วมกันของพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจากการทำงานในแนวทางดังกล่าว ได้ช่วยให้เกิดการจัดการตนเองร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น โดยที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เกิดความสัมพันธ์อันดีภายในชุมชนท้องถิ่น
จากการที่ชุมชนท้องถิ่นได้ร่วมกันจัดการตนเองตามแนวทางดังกล่าว และทำให้เกิดความเข้มแข็งส่งผลดีต่อชุมชนท้องถิ่นโดยรวม แกนนำชุมชนที่มีประสบการณ์ และคนทำงานพัฒนา จึงได้ร่วมกันยกร่าง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนขึ้นมา เพื่อให้มี พ.ร.บ. ที่จะช่วยหนุนเสริม สร้างการยอมรับการทำงานร่วมกันแบบสภาองค์กรชุมชน ทำให้กรณีตัวอย่างดี ๆ ที่ทำมาแล้วขยายออกไปพื้นที่อื่น พื้นที่ที่สนใจ และพร้อมจะร่วมกันสร้างสภาองค์กรชุมชน ที่ถือเป็นระบบประชาธิปไตยทางตรงจากฐานรากได้ร่วมกันทำเรื่องนี้ให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้น
2. กระบวนการร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ในปี 2549 เครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมกับวิทยาลัยการจัดการทางสังคม จัดสรุปบทเรียน "ประชาธิปไตยชุมชน...การเมืองสมานฉันท์" และ จัดเวทีสังคมสนทนา "การเมืองสมานฉันท์ สร้างสรรค์ชุมชนท้องถิ่น" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้มีการจัดเวทีระดมความคิดเห็นในระดับภูมิภาคทั้ง 8 ภาคเพื่อพัฒนาข้อเสนอของภาคประชาชนต่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง โดยสาระหลักเป็นการปรับเปลี่ยนกลไกการบริหารโดยกระจายอำนาจไปที่ชุมชนท้อง ถิ่น ให้มีอิสระในการจัดการตนเอง พร้อมกับพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อนำพาชุมชนและท้องถิ่นไปสู่การพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง จากนั้นในเดือน พ.ย.49 ผู้แทนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจำนวน 200 คน ได้เข้าพบและนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสภาองค์กรชุมชนต่อนายกรัฐมนตรี (พลเอกสุรยุทธ์ จุลลานนท์) ณ ทำเนียบรัฐบาล ต่อด้วยการยกร่างหลักคิดและเนื้อหาสาระ พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน และได้จัดเวทีระดมความเห็นผู้นำชุมชนสี่ภาค และเกิดคณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชนที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งภายหลังได้จัดตั้งเป็นสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย ( สอท.)
ต่อมาได้มีการจัดเวทีระดมความเห็นเกี่ยวกับร่างทั้งส่วนกลางและภูมิภาค 10 เวที สรุปเป็นร่าง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นเสนอต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือนมีนาคม 2550 และในเดือนเมษายน ได้เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการความมั่นคงของมนุษย์ (ครูชบ ยอดแก้วเป็นประธาน และครูมุกดา อินต๊ะสารเป็นรองประธาน) ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็กฯ สภานิติบัญญัติ (สนช.) ซึ่งครูหยุย (วัลลภ ตังคณานุรักษ์) เป็นประธาน ในช่วงเดือนเดียวกันก็ได้มีการสัมมนาเปิดภาพการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน ท้องถิ่น ซึ่งมีเครือข่ายชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 1,800 คน โดยรองนายกรัฐมนตรีไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (นพ.พลเดช ปิ่นประทีป) เข้าร่วมเวที ซึ่งสรุปผลการสัมมนาเครือข่ายจะปฏิบัติการนำร่องสภาองค์กรชุมชน 200 ตำบล และจะผลักดันให้ พ.ร.บ. ผ่านในรัฐบาลชุดนี้ แต่หลังจากที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เสนอร่าง พ.ร.บ. เข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (5 มิถุนายน 2550) ปรากฎว่าในคณะรัฐมนตรีมีความเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนแต่บางส่วนคัดค้าน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา จากความเห็นที่มีทั้งการสนับสนุนและการคัดค้าน ทำให้สื่อมวลชนทำข่าวเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2550 สถาบันวิชาการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคมีการจัดเวทีระดมความเห็นเรื่องนี้ อย่างกว้างขวางในส่วนของเครือข่ายชุมชนจึงได้ไปทำงานร่วมกับคณะอนุ กรรมาธิการความมั่นคงของมนุษย์ ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็กฯ สภานิติบัญญัติ ซึ่งประธานสภานิติบัญญัติ (นายมีชัย ฤชุพันธ์) ได้มาช่วยซักถามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และปรับร่าง พ.ร.บ. จนสามารถเสนอ สนช. ได้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 โดยรองนายกไพบูลย์ฯ ไปรับร่างจาก สนช. จากนั้นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดระดมความเห็นหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับร่างที่จะเสนอโดย รัฐบาล (23 สิงหาคม 2550) แต่เมื่อยังมีผู้คัดค้านนายกรัฐมนตรีจึงเห็นสมควรให้ออกเป็นระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีไปก่อน โดยรัฐบาลไม่ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ประกบร่างพ.ร.บ.ฉบับที่เสนอโดย สนช.เหมือนกฎหมายฉบับอื่น ๆ
ในส่วนของคณะกรรมาธิการกิจการเด็กฯ สนช. ก็ได้จัดสัมมนารับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง (27 สิงหาคม 2550) จากนั้นครูมุกดา อินต๊ะสาร ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ให้ที่ประชุม สนช.พิจารณารับหลักการเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 ซึ่งได้มีผู้อภิปรายสนับสนุนสิบท่านคัดค้าน 1 ท่าน ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 61 เสียง ไม่เห็นด้วย 31 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 22 ท่าน ไปพิจารณารายละเอียด ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2550 คณะกรรมาธิการวิสามัญโดยนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง 11 ครั้ง และนำเสนอ สนช. พิจารณาวาระที่สองและลงมติวาระที่สามในวันที่ 28 พ.ย. 50 ซึงที่ประชุม สนช. มีมติเห็นสมควรให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเอกฉันท์ 83 เสียง

๑๙  เมษายน 2555 นี้ สภาองค์กรชุมชน ตำบลทุ่งขมิ้น กลุ่มอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ได้จัดให้มีเวทีภาคประชาชนขึ้น หากดวงจิตวิญาณท่านสถิตอยู่ที่แห่งหนได้ โปรดได้รับทราบว่ามีชุมชนหนึ่งบนประเทศนี้ ได้นำวิถีแห่งชุมชนเพื่อจัดการตนเองโดยมี บุญ มีคุณธรรม มีจริยธรรม นำชุมชนแห่งนี้

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ทางออกของประเทศ


เปิดเวทีตรงที่มีปัญหา ของภาคประชาชน โดย
ปิดถนนพูดคุยบนปัญหา
เรียนทุกๆท่านดังนี้ครับ ผมในนามผู้นำการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของกลุ่มทุ่งขมิ้น เป็นผู้จัดทำบล็อก สมิหลาพอเพียง ได้มีโอกาสเข้าร่วมใน สภาองค์กรชุมชน ตำบลทุ่งขมิ้น โดยเหตุที่ว่า ทำเรื่อง “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน  วิธีการก็คือไปสัมผัสวิถีชีวิตของแต่ละคนในชุมชน สิ่งที่ได้รับคือขาดการส่งเสริมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนภาครัฐ เอาล่ะไม่ลงลึกมากกว่านี้เพราะผมไม่เข้าใจเป็นเดิมทุนอยู่แล้ว ผมก็ทำไปเรื่อยๆคนเดียว จนวันหนึ่งผมมาพบพระ (ท่านมหาวิชิต วัดปลักพ้อ) ท่านก็ให้ความรู้ ให้กำลังใจที่ดีเสมอมา จนวันหนึ่งท่านก็ได้กล่าวถึง สภาองค์กรชุมชน ตำบลทุ่งขมิ้น ผมได้เข้าร่วมประชุมสภาทุกครั้ง แต่ก็ไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสภา เพราะดูเหมือนเป็นองค์กรที่ไม่มีความสามารถที่จะจัดการเรื่องใดๆ ในชุมชนเลย แม้แต่การเชิญผู้ดูแลชุมชนทุกระดับชั้นยังทำไม่ได้เลย ไม่ได้เพราะเชิญแล้วท่านฯเหล่านั้นไม่มา แล้วมันผิดอะไรกับการพูดคุยในวงกาแฟไปวันๆ
จนวันหนึ่งผมก็ได้เข้าร่วมประชุมอีกครั้งเรียกว่า “ประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนอย่างมีคุณภาพ”  ในครั้งนี้เองที่ทำให้ตาสว่างขึ้นมากเพราะจริงๆแล้ว กฎหมายให้ความคุ้มครองทุกคน และคุ้มครองกลุ่มบุคคลในนามชุมชนอีกด้วย แต่ทำไมประชาชนไม่ทราบ ชุมชนไม่รู้มาก่อน เพราะพวกเราไม่สนใจและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือ หน่วยงานภาคท้องถิ่นไม่ขยายความรู้นี้ต่อประชาชน
หลายครั้งหลายคราที่ปัญหาในชุมชนเกิดขึ้น หรือ ปัญหาในการทำมาหากินเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้มีการประทวงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การร่วมประทวงหรือที่เรียกติดปากว่าม็อบ สร้างความเสียหายต่อประเรามาหลายครั้ง มีการเสียชีวิต ทรัพย์สินเงินทองมากมาย เกิดขึ้นเพราะอะไร? เพราะผู้ที่มีหน้าที่ไม่ทำตามกฎกติกาที่วางเอาไว้ การละเมิดกฎหมายเกิดขึ้นความยุติธรรมจบลง คนกลางไม่มี ที่พึ่งมองไม่เห็น การพึ่งพาตนเองจึงเกิดขึ้น
การร่วมตัวของกลุ่มคนเพื่อประทวงเรียกร้องในความต้องการของกลุ่มคน บ้างครั้งไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นทุกครั้งโดยปฏิเสธไม่ได้แต่หากท่านได้รู้จัก ภารกิจของสภาองค์กรชุมชนในพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ (คัดย่อบางมาตราดังนี้)
มาตรา ๒๑ ให้สภาองค์กรชุมชนตำบล มีภารกิจดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนและของชาติ
(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และหน่วยงานของรัฐในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน
(๓) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน รวมตลอดทั้งการร่วมมือกัน
ในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
(๔) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๕) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือความต้องการของประชาชนอันเกี่ยวกับ
การจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๖) จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือ
ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย
(๗) ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็งและสมาชิกองค์กรชุมชน
รวมตลอดทั้งประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
(๘) ประสานและร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตำบลอื่น
(๙) รายงานปัญหาและผลที่เกิดขึ้นในตำบลอันเนื่องจากการดำเนินงานใด ๆ ของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐ โดยรายงานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ
หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
(๑๐) วางกติกาในการดำเนินกิจการของสภาองค์กรชุมชนตำบล
(๑๑) จัดทำรายงานประจำปีของสภาองค์กรชุมชนตำบล รวมถึงสถานการณ์ด้านต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในตำบล เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบ
(๑๒) เสนอรายชื่อผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อไปร่วมประชุมในระดับจังหวัดของ
สภาองค์กรชุมชนตำบล จำนวนสองคน
                        ทุกท่านครับ นี้คือทางออกของประเทศไทยเรา หากชุมชนได้รู้จักสิทธิของตนเอง แล้วใช้สิทธิของตนเองตามกฎหมาย ประเทศไทยเราก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากสภาองค์กรชุมชนเป็นผู้ที่ดำเนินการให้ชุมชนและประชาชนได้รู้ได้เข้าใจ และสามารถจัดการตนเองในทุกๆเรื่องได้จริง ปัญหาต่างๆก็มีทางออกที่ดี และเป็นทางออกของประเทศไทยเรา
            ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านอธิบดี  ท่านผู้ว่าราชการ ท่านนายอำเภอ ท่านนายก อบจ.ท่านนายก อบต. ท่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทุกท่านครับ สภาองค์กรชุมชน ตำบลทุ่งขมิ้น อ.นาหม่อมจังหวัดสงขลา ได้จัดให้มีการเปิดเวทีภาคประชาชนขึ้น ในวันที่  ๑๙  เมษายน ๒๕๕๕ ณ ถนนลูกรั้งสายเหมืองบน หมู่ที่ ๔ ต.ทุ่งขมิ้น อ.นาหม่อม จังหวัดสงขลา เวลา ๐๘.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น.  เวลา. ๑๐.๐๐ น. รับฟังธรรม จากพระมหาวิชิต ปธ.๙ (วัดปลักพ้อ) ๑๑.๐๐ น.ถวายเพล ผู้มีจิตรศรัทธาและชาวบ้าน ต.ทุ่งขมิ้น นำปิ่นโตมาเลี้ยงพระ ชาวบ้านที่สนับสนุนได้จัดทำขนมจีน และขนมหวานไว้เลี้ยงผู้ร่วมงาน ในการนี้ได้เรียนเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สื่อสารมวลชน เครือข่ายประชาชน เพื่อทำการปรึกษาหารือกันในสองหัวข้อดังนี้
๑.      การปล่อยน้ำเสียลงคูคลอง (มีข้อพิพาทคือ การปล่อยขี้หมูลงคูคลองและส่งกลิ่นเหม็น)
๒.    กรณีถนนลูกรั้งสายบ้านเหมืองบน ที่ถูกปล่อยปะละเลยว่าสิบปี
โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตาม พรบ.ที่ได้อ้างมา
ทุกๆท่านครับ หากเราเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง จะสำเร็จได้
ต้องแก้จากประชาชนกันเอง เริ่มแก้ที่ชุมชนก่อน เวทีในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะให้ความสำคัญต่อประชาชนหรือไม่ ข้อสรุปของปัญหาจะได้ผลหรือไม่ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือนร้อนจะเข้าร่วมมือกันได้หรือไม่ เวทีภาคประชาชนครั้งนี้ต้องมีคำตอบ








วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตั้งต้นกันใหม่


สำหรับเรื่องราวสภาองค์กรชุมชนของ กลุ่มอำเภอนาหม่อม โดยสภาองค์กรชุมชน ตำบลทุ่งขมิ้นเป็นเจ้าภาพ ผมในสถานะผู้รับผิดชอบบล๊อกต้องขออภัยผู้ติดตามเป็นอย่างสูง เพราะลืมขึ้นมาอับเดดหลายเดือน เนื่องจากทำงานในลักษณะภาคสนามเป็นส่วนใหญ่ ถามว่าเกิดอะไร ทำอะไรกันบ้าง ก็ตอบได้หมดมีรูปประกอบหมดแต่ดันไม่นำมาเสนอให้ได้รับทราบกันเริ่มจาก
พฤศจิกายน เรื่องน้ำท่วมภัยพิบัติได้มีการประชุมร่วมกันทั้งสี่สภาองค์กรชุมชน ของอำเภอนาหม่อมเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ โดยปลัดอำเภอ ตำรวจภูธร เอกชน บริษัทห้างร้าน วัด โรงเรียน และสื่อมวลชน ตามที่ศัพท์ทางวิชาการเรียกเพราะๆว่า “เบญจภาคี” ที่จริงแล้วงานนี้มากกว่าเบญจภาคี เพราะทุกส่วนขันอาสากันเข้ามา อาจจะเป็น “ทศภาคี”ก็เป็นได้ เพราะมากันสิบทิศ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่น  ผมขอเรียนในที่นี้ว่าการเขียนของผมเขียนจากภาพเหตุการณ์จริงบ้างครั้งศัพท์แสงทางวิชาการไม่ค่อยอยากจะหามาใส่ เพราะใส่ลงไปแล้วบ้างที่นักวิชาการ นักพูด นักบรรยาย พูดได้ แต่ทางปฏิบัติและลงมือกลับไม่เห็น หากคำว่า “เบณจภาคี” เป็นลักษณะของการปฏิบัติร่วมกันแล้วได้ผล จุดนี้เราผ่านมาแล้ว ผ่านมาเพราะเป็นอำนาจและหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนโดยตรง สภาที่ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม





ธันวาคม  ฝนตกทั้งเดือน ถามว่า ? ชาวอำเภอนาหม่อม ๙๐ % ทำอะไร ตอบ ตัดยางครับแล้วฝนตกตัดยางได้หรือ? ตอบไม่ แล้วทำอย่างไร ? สภาองค์กรเองก็มีฐานข้อมูลอยู่ในมือ ว่าในชุมชนมีกลุ่มทำอะไรกันบ้างที่เป็นอาชีพเสริม งานเสริม ก็ได้เรียกประชุมย่อยออกให้แนวทางและแนะนำอาชีพเสริม จากวิถีของชุมชนเอง


มกราคม เช้าวันที่ ๑ น้ำท่วมครับผม ก็ต้องออกไปตระเวนเก็บข้อมูลเพื่อเป็นหน่วยเสริมแก่ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แสดงและแจ้งปัญหา ตลอดจนปรึกษาหารือ แก่ทุกฝ่ายในด้านต่างๆ ทั้งยังประสานกับคนในชุมชนและบริษัทเอกชนที่อยู่ร่วมกันถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน




หลายคำพูดหลายสำนวนเรายินดีรับฟังตลอดเพราะ "เรารู้เราใว้ก่อน"


วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

6 ตุลาคม 16 ถึง 54 มีอะไรที่แตกต่าง


ประโยคขึ้นคือคำถามเฉยๆ เพราะ ๑๖ คือ ปีเกิด และ ๕๔ ที่มีชีวิตเกิดมา รวม ป๓๘ ปี ไม่ต้องใส่คำว่าสิริอายุเข้าไป มันฟังแล้วไม่รื่นหูเท่าไรนัก แต่ถ้าใส่คำว่าประชาธิปไตยสิริอายุ ๗๙ ปีแล้วก็ฟังกันเอาเอง  ขอคารวะผู้กล้าแห่ง ๖ ตุลา ๑๖ มิได้บังอาจกล่าวหาเรื่องประชาธิปไตยไม่เป็นเป็นประชาธิปไตย เพราะวันนี้ประชาธิปไตยที่ท่านๆ เรียกร้องเป็นประชาธิปไตยแล้ว มีธรรมนูญมากกว่าใครในโลกนี้เสียอีก ประชาธิปไตยโดยคณะใดคณะหนึ่งเป็นผู้อนุมัติ ว่ามันคือประชาธิปไตย คณะใดคณะหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนด แล้วประชาชนส่วนใหญ่ต้องยอมรับ มันคือคำว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตยโดยข้อกำหนด แต่เต็มไปด้วยข้อกังขาว่านี้หรือประชาธิปไตยที่ ๖ ตุลา ๑๖ เรียกร้อง (ขึ้นประโยคไว้ก่อน แล้วจะมาต่อตอนหลัง ขออนุญาตไปหาข้อมูลก่อนครับ)  

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

สภาองค์กรชุมชน กำแพงประชาชนเพื่อแผ่นดินเกิด


บทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ผู้เขียน เขียนด้วยความรู้สึกเขียนด้วยการสัมพัสที่ได้รับด้วยตนเอง มิได้หวังชี้นำไปในทางใดเพราะตนเองมิไม่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการชี้นำคนอื่นๆได้ ตามที่สภาพปัจจุบันได้เป็นอยู่ การยอมรับค่าของการเป็นคนมันอยู่ที่ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความมั่งมี ตั้งแต่ ด็อกเตอร์ยันมหาเศรษฐี เท่านั้นจึงจะขยับตัวตนจากสามัญชนธรรมดา สู่ สังคมแนวหน้าแห่งสังคมในปัจจุบัน
            โรงแรมหลายแห่งแถวสะพานควาย คอฟฟี่ช็อป (ร้านกาแฟในโรงแรม)เป็นที่ของเศรษฐีมีเงินไปนั่งฟังโครงการต่างๆ ของนักล่าเนื้อ(พูดให้สุภาพนิดนึ่งเพราะภาษาจริงๆ เรียก หมาล่าเนื้อ) นักคิดต่างๆ ประเภทหัวดีไม่มีทุน ต้องอาศัยเวทีนี้เป็นเครื่องมือหากิน ในการนำเสนอวิธีต่างๆทั้งโครงการ แนวความคิด การกระทำเพื่อได้มาซึ่งการลงทุน หลายครั้งหลายคราที่เศรษฐีเหล่านั้น ฟังเพียงครึ่งๆ กลางๆ แล้วบอกไม่สนใจ แต่ภายหลังโครงการที่ได้ฟังก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นและสำเร็จในภายหลัง โดยที่ผู้เสนอแนวความคิดไม่รู้เลย เพราะความรู้ ความพร้อม และประสบการณ์ต่างกัน แต่ความรู้ ความพร้อม ประสบการณ์ ของแต่ละคนนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ใคร?
            “ความรู้” ในวันนี้ถูกบัญญัติว่า คือการศึกษาที่ได้รับมาใช่หรือไม่ ?
            “ความพร้อม” ในวันนี้ถูกบัญญัติว่า คือความมั่งมี ร่ำรวยใช่หรือไม่?
            “ประสบการณ์” ในวันนี้หมายถึง การผ่านงานที่ได้ทำมาแล้วใช่หรือไม่?
            ผู้เขียนได้ตั้งคำถามเพื่อให้มองไปพร้อมๆกันว่า คำตอบที่ท่านคิดอยู่ในใจเป็นอย่างไร หลายครั้งหลายคราที่เราเห็นผู้นำในแต่ละด้านได้นำเอาคำที่ถามไป มาเสนอตัวเพื่อทำงานให้แก่ส่วนรวม กว่าเราคนไทยจะรวมกันได้ มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
            คำว่า “สภา” หมายถึง การร่วมกันเพื่อปรึกษาหารือ หรือ กำหนด กฎกติกาโดยสมากชิก ตามที่มีอำนาจแห่งสภาที่ตั้งขึ้นเป็นผู้กำหนดและประกาศให้ทราบทั่วกัน ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ท่านผู้ติดตามก็ไปหาอ่านรายละเอียดกันดูได้ครับ แต่ที่กล่าวโดยคราวๆ ก็เพราะเรื่องนี้เป็น “ทางออกของประเทศ” ท่านผู้อ่านและติดตามน่าจะศึกษาและขยายความต่อเริ่มจากครอบครัว ญาติพี่น้องก่อนครับ ประวัติศาสตร์แห่งสภาองค์กรชุมชนนี้ จะเป็นที่กล่าวขานต่อสังคมโลกนี้ทีเดียว เพราะนี้คือปฐมบทแห่งประโยคว่า “อารยธรรมนำอารยประเทศ หลับเถิดสหประชาชาติ หากมีแผ่นดินไทยบนโลกใบนี้อยู่”
            แผ่นดินไทย คนไทย คำว่า “น้ำใจ” คนชาติไหนในโลกจะชนะได้ (ใครรู้จักเบียร์ช้าง ฝากไปถามที) ถามคนไทยอีกสักครั้ง ก่อนที่ จะต้องถามด้วยเพลง “ถามคนไทย”ของท่าน สันติ ลุนเผ่ มีประโยคฮุกร์สั่นๆว่า ไทยฆ่าไทยให้ชาติอื่นมอง วิณญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร
            “ความรู้” ในตอนนี้เราท่าน รู้ไหมว่า กว่าจะมีประเทศไทยอยู่ได้ เรารอด และดำรงค์คงอยู่ได้อย่างไร
            “ความพร้อม” เราท่านพร้อมหรือยังที่จะรักษาไว้ซึ่งความรู้ที่เราท่านได้รู้ว่า เราเกิดมาและอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะอะไร
        “ประสบการณ์” จากความรู้ และความพร้อม ของเราท่านที่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ คือกำแพงประชาชนเพื่อแผ่นดินเกิด
            ทุกคนทำได้หากรู้จัก “สภาองค์กรชุมชน” ใกล้บ้านท่าน
ปล. ไม่มีภาพประกอบ เพราะภาพนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในใจท่านทุกคน มาเถิดครับทำภาพนั้นให้เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินไทยกันเถิด

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ลานบุญคุณธรรมนำชุมชนสู่ความเข้มแข็ง

ลานบุญคุณธรรมนำชุมชนสู่ความเข้มแข็ง แปลตามประสาบ้านๆ ควนๆ คือ ที่ว่างๆ สะดวกๆ สามารถทำกิจกรรมเรื่องบุญกุศล เพื่อนำพาให้ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถจัดการชุมชนให้บูรณาการอย่างยั่งยืนได้ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่กิจกรรมการขับเคลื่อนชุมชน โดยสภาองค์กรชุมชน ตำบลทุ่งขมิ้นได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้ว จากสองครั้งที่ผ่านมาสามารถทำให้คนในชุมชนรู้จักบทบาทของสภาองค์กรชุมชนมาก ขึ้น
การทำงานในภาคประชาชนเพื่อประชาชนนั้น เวทีนี้ซิครับที่จะพูดได้ว่า "คุณเกิดมาเพื่อเจอะสิ่งนี้ ซาล่า"(แซวโฆษณาขายของทางทีวีนิดนึ่ง) เวทีที่เป็นสื่อกลางของทุกสิ่งอย่างจากใจของคนที่รวมเป็นสังคมเรียกว่าชุมชน ที่อยู่อาศัย ได้เอาเรื่องความเป็นอยู่ในทุกด้านมาพูดคุยกัน ข้อดีคือ ได้ศีลข้อสอง “อทินณาทานา” เพราะเวลาเกิดเรื่องอะไรเกิดเช่น น้ำไม่ไหล ไฟดับ ถนนพัง ลูกเข้าเรียนไม่ได้ คนตายไม่มีค่าฌาปนกิจ ก็ว่ากัน ว่าคนโน่นที หน่วยงานนี้ที ปัญหาเหล่าจะทุเลาเบาบางลงได้หากเรื่องมาถึงสภาองค์กรชุมชน ถามต่อว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นเทวดามาจากไหนจึงทำได้? ตอบว่า ไม่ใช่เทวดา แต่เป็นคน เป็นชาวบ้านธรรมดา ที่เข้าใจและรู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร และน่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกแก่ใคร ให้ช่วยบรรเทาลงได้ กรณีจากอดีตของนายชูเกียรติ (ขอสงวนนามสกุล) ได้ไปสร้างบ้าน สร้างรกรากใหม่ที่หน้าวิทยาลัยครูสงขลา เมื่อปี ๒๕๒๒ บ้านไม่มีเสาไฟฟ้าเนื่องจากไกลจากถนน ก็ได้ต่อพวงจากเพื่อนบ้าน แต่พออยู่มา ก็มีคนเห็นว่าทำเลดี ก็มาสร้างบ้านเยอะขึ้น และก็ต่อพวงไฟฟ้าต่อๆ กันมา จนวันหนึ่ง ไฟฟ้าที่ต่อพวงก็ไม่สามารถรับได้แล้ว ภรรยาของนายชูเกียรติก็ได้ออกความคิดเห็นว่าควรจะติดตั้งเสาไฟฟ้า กว่า ๕ ต้น เพื่อได้มีไฟฟ้าใช้ คำตอบคือ ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะต้องจ่ายเงินค่าเสาไฟฟ้ากันเอง สรุปคือ นายชูเกียรติต่อรับภาระในค่าเสาไฟฟ้าเพียงคนเดียว เพื่อบ้านตนได้มีใช้ และคนอื่นๆได้รับประโยชน์ไปด้วยจนถึงปัจจุบัน และนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่นายชูเกียรติได้ส่งลูกชายเข้าเรียนในสาขาไฟฟ้า ทั้งๆที่ลูกชายบอกว่าชอบช่างยนต์ และทุกวันนี้ลูกชายของนายชูเกียรติ ก็ได้นำวิชามาเพื่อรับใช้สังคมต่อไป ขออนิสงฆ์ส่วนหนึ่งส่วนใดที่ลูกชายได้ทำส่งผลบุญไปให้นายชูเกียรติผู้ล่วงรับไปแล้วด้วยเทอญ ...
ก่อนกลับเข้าเรื่อง เหตุการณ์อย่างนี้ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อลูกชายจบการศึกษาชั้น ปวช.ต่อ ปวส. ได้ทำงานได้ฝึกงานและเรียนต่อได้รู้จักกับเพื่อนที่ทำงานด้านไฟฟ้า ทำให้การเขียนแบบ และการตรวจระบบฟ้าของบ้านที่เป็นหอพักนักศึกษาแบบวันเดียวเสร็จก็เกิดขึ้นในสังคมอุปถัมที่เราๆอยู่กันนี่แหล่
กลับเข้าเรื่อง  การอยู่ร่วมกันในสังคมโดยเฉพาะสังคมคนใต้ (ที่เขียนว่าสังคมคนใต้ได้เพราะไปอยู่สังคมอื่นๆมามากแล้ว แต่สังคมคนใต้มีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ สัญลักษ์ รักษ์ และ รัก เป็นจุดเด่นของตัวตน) ถามว่าตัวตนคนใต้ขึ้นอะไร เสียงดัง ฟังชัด หรือ ? รักพวกรักพองหรือ? ตอบไม่จริง มันไม่ใช่ บ่แม้น ขี้จุ๊แบแบ๊ ตอบให้ก็ได้ว่า “ คนใต้รักความยุติธรรม รักใครรักจริง” นี่คือคนใต้ที่ได้พบมาทั้งทั้งชีวิต ทุกจังหวัดที่ได้ไปมา สำเหนียงคนใต้แม้นเจอะที่เชียงใหม่ ยังถามว่า คนสุราดฉ่ายไหม๊ (อันนี้เอาพออ่านเข้าใจ แต่ถ้าเจอะจังหวัดผม คนที่สะกอมตอบ ลองอ่านดู “อ๊าดโต้ย มากันแต่ไหน๊ล๊าหื้อ”) ว่าแล้วก็ยกกับมาที่นี้ เพื่อนข้างโต๊ะก็จะเริ่ม ออกไปห่างๆ
ขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ผมได้เห็นมาและเก็บข้อมูลเอาไว้ ทำให้เอาเรื่องราวต่างๆ มาแสดงต่อชุมชนให้เกิดมุมมองต่างๆได้ วันนี้เอารูปกิจกรรมมากฝากกันครับ











 "ทุกชุมชนเข้มแข็งได้ หากคนในชุมชน มีความรู้ ความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่เท่าเทียมกัน"